ระบบทีวีรวมศูนย์แบบไอพีทีวี (Internet Protocol Television) หมายถึง
ระบบกระจายสัญญาณทีวีผ่านโพรโตคอลอินเทอร์เน็ต โดยรับสัญญาณจากหลายแหล่ง
แล้วแปลงเป็นรูปแบบดิจิทัล เข้ารหัสหรือไม่เข้ารหัสก็สามารถทำได้
เพื่อส่งไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ที่ปลายทางสามารถรับชมทีวีได้หลายช่องทาง
ทั้งบนทีวี สมาร์ทโฟท แท๊ปเล็ท คอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
ระบบโอทีทีไอพีทีวี (OTT IPTV) กระจายสัญญาณทีวีผ่านอินเทอร์เน็ต
เพื่อให้บริการผู้บริโภคทั่วไป และ ระบบไพรเวทไอพีทีวี (Private IPTV)
กระจายสัญญาณทีวีผ่านโครงข่ายภายใน (LAN WiFi)
เพื่อให้บริการเฉพาะแขกหรือผู้ใช้บริการของธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม
รีสอร์ท โรงพยาบาล
ระบบทีวีรวมศูนย์แบบไอพีทีวี (IPTV) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
1. ชุดอุปกรณ์ต้นทางของระบบไอพีทีวี (IPTV Headend)ระบบไอพีทีวีรับสัญญาณภาพและเสียง (Video) จากหลายแหล่ง เช่น เสาอากาศภาคพื้นดิน จานดาวเทียม รวมถึงรายการที่ผลิตเอง ดังนั้นชุดอุปกรณ์ต้นทางของระบบไอพีทีวีจึงประกอบไปด้วย เสาอากาศภาคพื้นดิน จานรับดาวเทียม เครื่องรับสัญญาณและเครื่องถอดรหัสสัญญาณต่างๆ ทั้งการรับผ่านดาวเทียมผ่านอินเทอร์เน็ท เครื่องเล่นวีดีโอประเภทต่างๆ สำหรับรายการที่ผลิตเอง
สัญญาณภาพและเสียงทุกช่องรายการที่ได้ทั้งหมดจะถูกนำมาเข้ารหัสและแปลงสัญญาณเป็นไอพีในรูปแบบโปรโตคอลเดียวกันแต่รหัสไม่ซ้ำกัน สัญญาณภาพและเสียงมีรูปแบบที่แตกต่างกันทำให้มีอุปกรณ์ในการแปลงสัญญาณประเภทต่างๆ ได้แก่ HDMI Encoder, A/V Encoder, IP to IP Encoder, DVB-S/S2 Transcoder, DVB-T/T2 Transcoder, DVB-C/C2 Transcoder
ในระบบไอพีทีวีสัญญาณทีวีที่เข้ารหัสและแปลงสัญญาณเป็นไอพีสามารถนำมาบริหารจัดการได้ 2 รูปแบบ คือ แบบ On-Premise ผ่านไอพีทีวีเซอร์เวอร์ และ แบบ On-Cloud การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับความต้องการและข้อจำกัดของแต่ละองค์กร โดย แบบ On-Premise มีค่าใช้จ่ายสูงในครั้งแรกแต่สามารถควบคุมและจัดการระบบภายในเองได้ทั้งหมด ในขณะที่ On-Cloud ค่าใช้จ่ายครั้งแรกต่ำกว่าเนื่องจากไม่ต้องมีไอพีทีวีเซอร์เวอร์ แต่จะมีค่าบริการคราวด์ในทุกๆ ปี และการควบคุมต้องใช้งานอินเทอร์เน็ต
ซอฟต์แวร์ไอพีทีวีที่ติดตั้งในเซิร์ฟเวอร์หรือในคลาวด์ของระบบไอพีทีวีจะคอยควบคุมระบบโดยแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ได้แก่ ในส่วน Middleware จะเป็นระบบควบคุมกลางของไอพีทีวีที่ใช้จัดเรียงช่องรายการ, เปลี่ยนชื่อช่อง, เพิ่ม/ลบช่อง, แสดงผังรายการ, และส่งคำสั่งต่างๆ ไปยังอุปกรณ์ปลายทาง ในส่วน CAS / DRM (Conditional Access / Digital Rights Management) จะทำหน้าที่ควบคุมสิทธิ์ในการรับชม เช่น กำหนดแพ็กเก็จว่าใครสามารถดูช่องไหนได้บ้าง หรือป้องกันไม่ให้มีการก็อปปี้เป็นต้น ในส่วน Billing System ใช้สำหรับระบบไอพีทีวีแบบบอกรับสมาชิกคิดค่าบริการรายเดือน เพื่อบริหารจัดการการเก็บเงินและจัดเกรดผู้ใช้งาน ในส่วน Monitoring System จะคอยตรวจสอบสถานะของระบบ เช่น สัญญาณหลุดหรือไม่, มีช่องใดไม่ทำงาน, หรือมีผู้ใช้กี่รายกำลังดูช่องอยู่ ฯลฯ
3. การกระจายสัญญาณสัญญาณทีวีผ่านโครงข่าย
กระจายสัญญาณทีวีไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านโพรโตคอลอินเทอร์เน็ท ไม่ว่าจะผ่านอินเทอร์เน็ท หรือผ่านโครงข่ายภายในของตนเอง การกระจายสัญญาณแบบ Multicast ใช้สำหรับการส่งรายการทีวี (Live TV) ในทุกจุดที่ขอรับชมรายการเดียวกันระบบจะส่งรายการทีวีไปยังทุกจุดพร้อมกันในครั้งเดียว ระบบนี้ประหยัดแบนด์วิดท์มาก การกระจายสัญญาณแบบ Unicast ใช้สำหรับเนื้อหาที่มีผู้รับชมจุดเดียว เช่น VOD ระบบนี้หากมีผู้ใช้หลายจุดจะใช้แบนด์วิดท์มาก
การติดตั้งระบบ IPTV สามารถออกแบบให้ผู้ใช้งานเลือกรับชมผ่านอุปกรณ์ปลายทางได้หลากหลาย โดยอาศัยการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายในรูปแบบไอพีโปรโตคอล ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ททีวีที่รองรับ IPTV โดยตรง, กล่องรับสัญญาณ IPTV สำหรับทีวีทั่วไป, แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต, หรือคอมพิวเตอร์ที่รับชมผ่านเว็บเบราว์เซอร์
การรับชมผ่านสมาร์ททีวีที่รองรับ IPTV โดยตรงสามารถรับสัญญาณและแสดงผลได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้กล่องรับสัญญาณ เหมาะสำหรับโรงแรม รีสอร์ท และโรงพยาบาลที่ต้องการระบบเรียบร้อยทันสมัย ส่วนการรับชมผ่านกล่องรับสัญญาณไอพีทีวีเชื่อมต่อกับทีวีเหมาะสำหรับทีวีรุ่นเก่าที่ไม่รองรับระบบไอพีทีวีโดยตรง การรับชมผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตช่วยให้สามารถรับชมได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะที่การใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์และเว็บเบราว์เซอร์ตอบโจทย์ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นประจำ