\(Channel\ Loss = (\alpha \times L) + (N_c \times LC) + (N_s \times LS) + Splitter\ Loss\)
โดยคำนวณเทียบกับค่า Power Budget ของอุปกรณ์ OLT และ ONT เพื่อให้มั่นใจว่าปลายทางได้รับสัญญาณในระดับที่กำหนด
- α (Cable Attenuation Loss): ค่าการลดทอนของสายไฟเบอร์ออปติก (dB/km) โดยมาตรฐาน ITU-T กำหนดไว้ดังนี้:
- ที่ความยาวคลื่น 1310 nm ประมาณ 0.35 - 0.4 dB/km
- ที่ความยาวคลื่น 1490 nm และ 1577 nm ประมาณ 0.2 - 0.25 dB/km
- L: ความยาวของสายเคเบิลทั้งหมด (กิโลเมตร)
- \(N_{c}\) (Connector Loss): จำนวนจุดเชื่อมต่อ (Connector) ค่าการสูญเสียปกติอยู่ที่ 0.25 - 0.5 dB ต่อจุด [1]
- \(N_{s}\) (Splice Loss): จำนวนจุดเชื่อมต่อสาย (Fusion Splice) ค่าการสูญเสียปกติอยู่ที่ 0.05 - 0.1 dB ต่อจุด [1]
- Splitter Loss: ค่าการสูญเสียแสงจากการแบ่งพอร์ต
- 1:2 ≈ 3.5 dB
- 1:4 ≈ 7.0 dB
- 1:8 ≈ 10.5 dB
- 1:16 ≈ 14.0 dB
- 1:32 ≈ 17.5 dB
- 1:64 ≈ 21.0 dB
- ระบบ GPON (Class B+):
- กำลังส่ง OLT: +1.5 ถึง +5 dBm
- ความไวในการรับ (Sensitivity) ของ ONT: -27 dBm
- System Margin (Power Budget): 28.5 dB
- ระบบ XGS-PON (Class N1/N2):
- กำลังส่ง OLT: +2 ถึง +7 dBm (Class N1)
- ความไวในการรับ (Sensitivity) ของ ONT: -28 dBm
- System Margin (Power Budget): 29 dB (หรือสูงถึง 31 dB สำหรับ Class N2)
- ระบบ FTTR (Fiber to the Room):
- ใช้หลักการกระจายแสงภายในห้องหรือบ้าน โดยทั่วไปมักต่อพ่วงผ่าน Optical Splitter หรือ Main AP (Master) กระจายไปยูนิตย่อย (Slave) หากเชื่อมต่อในระยะสั้น ต้องระวัง ค่าการสูญเสียไม่ให้ต่ำเกินไป (Overload) ซึ่งอาจทำให้อุปกรณ์ ONT/ONU เสียหายได้ โดยทั่วไป Optical Receiver ควรรับสัญญาณได้ไม่แรงกว่า -8 dBm
- Cable Loss: 0.35 dB/km × 10 km = 3.5 dB
- Connector Loss: 4 × 0.5 dB = 2 dB
- Splice Loss: 2 × 0.1 dB = 0.2 dB
- Splitter Loss (1:32): 17.5 dB
- Total Channel Loss: 3.5 + 2 + 0.2 + 17.5 = 23.2 dB
- ประเภทอุปกรณ์ OLT และ ONT ที่กำลังใช้งาน
- ระยะทางสูงสุด จาก OLT ถึงจุดติดตั้ง
- ประเภทของ Splitter (เช่น การต่อแบบ Cascade 1:4 + 1:8)
วิธีการอ่านค่าผลทดสอบสายใยแก้วนำแสง
ค่าต่างๆที่อ่านได้ในผลทดสอบ
1. ค่า A-B Distance คือ ค่าความยาวของสายใยแก้วนำแสงที่ทำการวัดได้จากการติดตั้ง หน่วยเป็น เมตร (m)
2. ค่า A-B Loss คือ ค่าการลดทอนสัญญาณของสายใยแก้วนำแสงที่ทำการวัดได้จากการติดตั้ง หน่วยเป็น เดซิเบล (dB)
• ตามมาตรฐาน ANSI/TIA-568-C.3 Cable Loss ของสายใยแก้วนำแสง ชนิด Single mode จะมีค่าประมาณ 0.0005dB/m (1310nm) และ 0.0005dB/m (1550nm) ส่วนสายใยแก้วนำแสง ชนิด Multimode จะมีค่าประมาณ 0.0035dB/m (850nm) และ 0.0015dB/m (1300nm)
• ตามมาตรฐาน ANSI/TIA-568-C.3 Connector Loss ของในแต่ละหัวต่อจะมีค่าไม่เกิน 0.75 dB
• ตามมาตรฐาน ANSI/TIA-568-C.3 Splice Loss ของในแต่ละจุดเชื่อมต่อจะมีค่าไม่เกิน 0.3 dBสูตรที่ใช้ในการคำนวณ Channel Loss
Channel Loss = (Cable Loss x Length) + (Connector Loss x Point) + (Splice Loss x Point)
วิธีการคำนวณค่า Channel Loss
1. นำค่า Cable Loss ของสายใยแก้วนำแสงแต่ละชนิด (dB/m) x ค่า A-B Distance ของสายใยแก้วนำแสง (m)
2. นำค่า Connector Loss (dB) x จำนวนจุด
3. นำค่า Splice Loss (dB) x จำนวนจุด
4. นำค่าที่ได้ใน ข้อที่ 1 + ข้อที่ 2 + ข้อที่3
ดังนั้นจะได้ค่า Channel Loss ที่ได้จากการคำนวณ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่า A-B Loss ที่วัดได้จากเครื่อง OTDRการคำนวณค่า Channel Loss สาย Single Mode
ที่ความยาวคลื่น 1310nm ความยาวสาย 1.2 km. มีจุดต่อ Connector 2 จุด และ จุดต่อแบบ Splice 2 จุด
1. (Cable Loss@1310nm x Length(m)) = (0.0005dB/m x 1200 m) = 0.6 dB
2. (Connector Loss x Point) = (0.75 dB x 2 Point) = 1.5 dB
3. (Splice Loss x Point) = (0.3 dB x 2 Point) = 0.6 dB
เพราะฉะนั้น Channel Loss = (0.6 dB + 1.5 dB + 0.6dB) = 2.7 dB* ดังนั้น ค่า A-B Loss ที่อ่านได้จาก OTDR จะต้องมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับค่า Channel Loss ที่คำนวณได้ จึงจะถือว่าผ่านตามมาตรฐาน
การคำนวณค่า Channel Loss สาย Multi Mode
ที่ความยาวคลื่น 850nm ความยาวสาย 200 m มีจุดต่อ Connector 2 จุด โดยไม่มีจุดต่อแบบ Splice
1. (Cable Loss@850nm x Length(m)) = (0.0035 dB/m x 200 m) = 0.70 dB
2. (Connector Loss x Point) = (0.75 dB x 2 Point) = 1.5 dB
3. (Splice Loss x Point) = (0.3 dB x 0 Point) = 0 dB
เพราะฉะนั้น Channel Loss = ( 0.70 dB + 0 dB+ 1.5 dB ) = 2.2 dBการดูกราฟ
1. กราฟปกติ ที่ไม่มีจุดต่อสาย

2. กราฟปกติ ที่มีจุดต่อด้วย หัว Connector
3. กราฟปกติ ที่มีจุดต่อด้วยวิธีการ Splice